
ถ้ำผานางคอย |
ภาพถ่ายเอกสารเก่า |
![]() | ![]() |
ประวัติถ้ำผานางคอย | |
ถ้ำผานางคอย ตั้งอยู่ห่างจากจากที่ว่าการอำเภอร้องกวาง ประมาณ 3 กิโลเมตร ไปตามถนนสายยันตรกิจโกศล แพร่ - น่าน ไปทางทิศเหนือ และแยกจากถนนใหญ่ เข้าไปประมาณครึ่งกิโลเมตร ทางรถยนต์เข้าไปถึงเชิงผาหน้าถ้ำได้โดยสะดวก ตัวถ้ำอยู่บนผาสูงประมาณ 50 ม. ขึ้นไปบนถ้ำ เป็นไปตามธรรมชาติและตกแต่งให้สามารถขึ้นไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น เมื่อขึ้นไปแล้วตรงหน้าผา มีลานหินกว้างประมาณ 35 ตารางเมตร ตัวถ้ำอุโมงค์นั้นลึกยาวขนานไปกับระดับพื้นดินประมาณ 150 เมตรเศษ กว้างประมาณ 10 เมตร มีแสงสว่างเข้าได้ทางปากและทางท้ายของถ้ำ ภายในถ้ำมืด ต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุหรือไฟฉายส่องเข้าไป (แต่ในขณะที่จัดงานประจำปี คณะกรรมการจัดงานได้ประดับไฟฟ้าอย่างสว่างไสวตลอดถ้ำ) ถ้ำมีลักษณะโค้ง งอหักศอก ไปทางซ้ายมือและขวามือ เป็น 3 ตอนด้วยกัน พื้นถ้ำและหินบางส่วน เพดานถ้ำมีหินย้อยและมีลักษณะเป็นโดมอยู่ทั่วไป ราวกับมีนายช่างมาสร้างสรรค์เอาไว้อย่างวิจิตรพิศดาร | |
ตอนปากถ้ำเข้าไปทางด้านซ้ายมือ มีหินย้อยขนาดใหญ่ย้อยลงมาจดพื้นด้านล่าง ราวกับเอาม่านฟ้าอันวิจิตรกั้น คูหาเล็กคูหาน้อยตามผนังถ้ำไว้ ดูงดงามยิ่งนัก ด้านขวามือเป็นตอนแรกเป็นทางน้ำไหลลงไปในอุโมงค์ลึกจากระดับพื้นถ้ำและเป็นทางเดินออกไปสู่ปากถ้ำได้อีกทางหนึ่ง ด้านในเข้าไปมีทางแยกเป็นอุโมงค์ลึกประมาณ 10 เมตรเศษ ตามระดับพื้นถ้ำตามผนังของถ้ำ ในตอนแรกนี้มีลักษณะราบเรียบงดงามตามธรรมชาติ | |
ตอนที่สอง เลี้ยวไปทางซ้ายมือ มีทางเดินกว้างประมาณ 3 เมตร ด้านขวามือของตอนนี้ เป็นเนินดินสูงขึ้นไปเป็นเนินหินไปจดผนังถ้ำ บนเนินหินที่ติดต่อจากเนินดินนี้ มีลักษณะเป็นเกล็ดหินเล็ก ๆ ซึ่งเกิดจากน้ำย้อยอยู่ประปรายทั่วไป เกล็ดหินเมื่อกระทบกับแสงไฟแล้ว จะเกิดไฟเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับคล้ายเอากากเพชรไปโรยไว้ ลักษณะของเนินหินคล้าย ๆ แท่น ซึ่งน่าจะใช้ชื่อว่า "แท่นนางนอน" ต่อจากแท่นนางนอนลงไป มีขอบหินเป็นชั้น ๆ ราวกับแอ่งเก็บน้ำเป็นระยะ ๆ ซึ่งน่าจะใช้ชื่อว่า "อ่างอนงค์สนาน" ส่วนด้านซ้ายของถ้ำตอนนี้เป็นผนังราบเรียบไปจดกับตอนที่สามของถ้ำ | |
ตอนที่สามของถ้ำ เลี้ยวไปทางขวามือ มองเห็นแสงสว่างที่ส่องเข้ามาทางท้ายถ้ำได้ถนัดทางด้านขวาของถ้ำ ตอนนี้มีผนังวิจิตรงดงามกว่าตอนใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะมีชะง่อนหินที่ยื่นออกมาจากผนังถ้ำ และโค้งลงมาเกือบจดพื้นถ้ำ บนชะง่อนนี้เมื่อต้องแสงไฟแล้ว จะมีแสงวาววับระยิบระยับจับตาอย่างยิ่ง ภายใต้ชะง่อนหินเป็นอุโมงค์พอรอดเข้าข้ามเข้าออกได้ มีเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ผนังถ้ำลึกเข้าไปทั้งสองด้าน มีหินย้อยใหญ่น้อยย้อยอยู่ทั่วไป ในตอนที่สาม ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของถ้ำนี้เองท่านจะได้พบสัญลักษณ์อันประหลาดของถ้ำผานาง สิ่งนั้นคือ "เมื่อท่านหันหน้าไปทางสุดท้ายถ้ำจะพบหินก้อนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางถ้ำ มีลักษณะที่เห็นได้ชัดว่า เป็นหญิงสาวหน้าตาคมขำ ในท่าทางอันเหม่อลอย ในอ้อมแขนของนางยังอุ้มลูกน้อยไว้อีกด้วย" สัญลักษณ์อันนี้จึงควรได้นามว่า "นางคอย" ตอนท้ายของถ้ำเป็นทางขึ้นไปสู่เขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ถัดไปมีอุโมงค์เล็กพอคนรอดได้ไปสู่ลำธารน้ำ ซึ่งไหลไปตามซอกหินอีกทางหนึ่ง. | |
ที่มา : เอกสารนี้ได้รับความอนุเคราะห์มอบไว้ให้จากคุณศักดิ์ชัย เสนาเหนือ ชาวอำเภอร้องกวาง ณ บ้านร้องกวาง หมู่ที่ 7 ต.ร้องกวาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เมื่อวันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 (แรม ๒ ค่ำ) | |
จัดทำโดย : พระอธิการณัฐพล มหาวีโร (ถุงแก้ว) เจ้าอาวาสวัดกาศผาแพร่ ณ วัดกาศผาแพร่ ต.ร้องกวาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 (แรม ๔ ค่ำ) | |
|
|






